ITO Thailand Hygiene Blog
เทคโนโลยีไอโอที (IoT: Internet of Things) กับอุตสาหกรรมอาหาร
สำหรับในอุตสาหกรรมอาหาร ระบบไอโอทีที่เกี่ยวข้องและเป็นที่นิยมใช้ จะประกอบด้วย ระบบรับข้อมูล ระบบการสื่อสารข้อมูล และ ระบบการวิเคราะห์และนำข้อมูลไปใช้ [1]
ระบบรับข้อมูล
ระบบรับข้อมูลมักเป็นเซนเซอร์ที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมได้ เช่น สถานที่ อุณหภูมิ ความชื้น ละอองฝุ่นในอากาศ สารเคมี แก๊ส ความเป็นกรดด่าง แรงกระแทก การนับจำนวน การวัดขนาด การรับภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น ซึ่งเซนเซอร์เหล่านี้จะเก็บข้อมูลตามเวลาจริงเป็นช่วงตามที่กำหนด ทำให้เราสามารถรู้ข้อมูลได้ตามเวลาจริง (real time data) และข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งผ่านระบบออนไลน์ เพื่อไปเก็บและวิเคราะห์ โดยจะส่งผ่านระบบการสื่อสารข้อมูล
ระบบการสื่อสารข้อมูล
ระบบการสื่อสารข้อมูลที่นิยมใช้คือระบบอินเตอร์เน็ต/อีเตอร์เน็ต (Internet/Ethernet) ระบบอาร์เอฟไอดีหรือคลื่นวิทยุ (RFID: radio frequency identification) และระบบเครือข่ายเซนเซอร์ไร้สาย (WSN: wireless sensor network) ซึ่งใช้พลังงานต่ำ สามารถเชื่อมต่อกันได้เอง โดยใช้การดูแลด้วยมนุษย์น้อยมาก เช่น ระบบ Bluetooth, Wi-Fi, ZigBee, Near Field Communication (NFC) [2] ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งไปยังระบบบริการจัดเก็บข้อมูลทางออนไลน์ ที่เรียกว่า คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าคลาวด์ ซึ่งมีทั้งลักษณะฟรีและเก็บค่าบริการ และสามารถเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์จากที่ไหนก็ได้ [3] รวมถึงการส่งสัญญาณคำสั่งผ่านระบบคลาวด์กลับไปยังต้นทางด้วย
ระบบการวิเคราะห์และนำข้อมูลไปใช้
ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้ มีได้ทั้งการนำข้อมูลดิบตามเวลาจริงไปใช้งานในการตรวจติดตามผลิตภัณฑ์อาหารอย่างง่าย เช่น ความแปรปรวนผิดปกติของอุณหภูมิ แรงกระแทก ปริมาณ ความผิดพลาดของการพิมพ์ฉลาก การจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ตามบาร์โค้ด ฯลฯ โดยการตั้งค่าเตือนเมื่อเกิดระดับข้อมูลที่ผิดปกติ หรือการบันทึกข้อมูลไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการสอบย้อนกลับ (Traceability) อย่างเป็นระบบ
ส่วนการนำข้อมูลดิบมาวิเคราะห์วางแผน เพื่อจุดประสงค์ในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดข้อบกพร่องลง เช่น การวางแผนการขนส่งสินค้าจากข้อมูลการจราจรและเส้นทางการเดินรถ การวางแผนการปลูกหรือการผลิตตามความต้องการของลูกค้า การทำนายคุณภาพและความปลอดภัยจากปัจจัยภายใน (เช่น สูตรอาหาร) และปัจจัยภายนอก (เช่น อุณหภูมิ เวลา ความชื้น) ซึ่งทำให้สามารถตรวจติดตามคุณภาพ (เช่น สี เนื้อสัมผัส กลิ่นรส วิตามิน ฯลฯ) และความปลอดภัย (เช่น การฆ่าเชื้อในอาหาร การผลิตพิษของจุลินทรีย์ระหว่างการเก็บ การเกิดสารก่อมะเร็งในน้ำมันทอด ฯลฯ) ได้ตามเวลาจริง โดยไม่ต้องทำลายตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ และไม่ต้องเสียเวลาในการวิเคราะห์ตัวอย่าง เป็นต้น
ส่วนการตลาดและการส่งเสริมการขาย สามารถใช้ข้อมูลที่เก็บเป็นฐานข้อมูลในการทำนายความต้องการของลูกค้า หรือจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายเพื่อระบายสินค้าให้มากขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากระบบ มาก่อนไปก่อน (First in – First out) เป็นระบบอายุสินค้าน้อยที่สุดไปก่อน (Least Shelf-life – First out) โดยใช้ข้อมูลทำนายคุณภาพคงเหลือจากประวัติเวลา-อุณหภูมิ แทนการใช้วันหมดอายุแบบเดิม มีรายงานวิจัยว่าสามารถลดความแปรปรวนของคุณภาพของผลิตภัณฑ์และทำให้สามารถลดผลิตภัณฑ์สิ้นอายุได้ดีมากขึ้น [4]
การนำเทคโนโลยีไอโอทีมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยงานด้านมาตรฐานอาหารนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเก็บข้อมูลตามเวลาจริง โดยมีความปลอดภัย ไม่สูญหาย สามารถเข้าถึงและค้นหาข้อมูลได้ง่าย เช่น ในกรณีที่ต้องการสอบข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งจะช่วยพิสูจน์การปลอมปน (Food fraud) หรือผลิตภัณฑ์ปลอม (counterfeiting) จากแหล่งอื่น รวมทั้งสนับสนุนการป้องกันการก่อการร้ายทางอาหาร (Food defense)
ในกรณีที่ผู้บริโภคต้องการเข้าถึงข้อมูลเรื่องสารก่อภูมิแพ้ของผลิตภัณฑ์ สามารถทำได้ง่ายด้วยตนเองผ่านช่องทางออนไลน์ การใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์จุดวิกฤติ กำหนดค่าวิกฤติ และเฝ้าระวังจุดวิกฤติได้ตามเวลาจริง ทั้งยังมีฟังก์ชันในการจัดการได้ด้วยตัวเองตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ด้วยระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ ทำให้สามารถจัดการกับปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้น และลดอคติหรือความเบี่ยงเบนจากการตัดสินใจด้วยมนุษย์ และช่วยลดปริมาณงานของพนักงาน ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปเพื่อการพัฒนาด้านอื่นๆ ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ระบบไอโอทีจะถูกนำมาปรับใช้ทั้งสายโซ่การผลิตอาหารตั้งแต่ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงการจัดการกับของเสียจากผลิตภัณฑ์อาหาร โดยสามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้ง่ายผ่านแอพพลิเคชัน และรวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคอีกด้วย
เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรปรับตัวตามเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เรายินดีในการให้บริการเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยให้ดีขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอาหารที่ยั่งยืน
หากคุณสนใจในเรื่องระบบไอโอที โปรเจคเครื่องจักรอัตโนมัติ หุ่นยนต์ สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่นี่
เอกสารอ้างอิง
1.Bouzembrak, Y., Klüche, M., Gavai, A., & Marvin, H. J. (2019). Internet of Things in food safety: Literature review and a bibliometric analysis. Trends in Food Science & Technology, 94, 54-64.
2.Nukala, R., Panduru, K., Shields, A., Riordan, D., Doody, P., & Walsh, J. (2016). Internet of Things: A review from “Farm to Fork.” 2016 27th Irish Signals and Systems Conference (ISSC). doi:10.1109/issc.2016.7528456
3.https://sc2.kku.ac.th/office/sci-it/index.php/29-cloud-computing.html
4.Giannakourou, M. C., & Taoukis, P. S. (2003). Application of a TTI‐based distribution management system for quality optimization of frozen vegetables at the consumer end.Journal of food science, 68(1), 201-209.
Related Post
-
อายุการเก็บไม่ได้ขึ้นกับสูตรเพียงอย่างเดียว: บทบาทของความสะอาดต่อสารสำคัญในกระบวนการผลิต
ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารเสริม (Dietary Supplement) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ไปจนถึงยาและเภสัชกรรม (Pharmaceutical) การดูแล ความสะอาด (Hygiene) ในพื้นที่ผลิตไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือมาตรฐานคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็น ปัจจัยทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลโดยตรงต่อ เสถียรภาพ (Stability) และ ประสิทธิภาพ (Efficacy) ของ สารสำคัญ ในผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี สารอาหาร สารฟังก์ชัน หรือสารออกฤทธิ์ ซึ่ง ไม่ทนความร้อน ไม่ทนความชื้น และไวต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สภาพแวดล้อมการผลิตจึงมีผลต่ออายุการเก็บ (Shelf Life) มากกว่าที่หลายคนคาดคิด
-
อัพเดทข่าวอาหารปลอดภัยในปี 2568
อาหารปลอดภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้าม และในปี 2568 ก็ยังคงมีเหตุการณ์สำคัญและการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บทความนี้จึงรวบรวมข่าวเด่นตลอดปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผน และให้ผู้บริโภคได้ตระหนักและเลือกบริโภคอาหารอย่างปลอดภัยมากขึ้น
-
อัพเดทมาตรฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารในปี 2568
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรฐานและกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความสำคัญต่อทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงผู้บริโภค บทความนี้จึงรวบรวม ไฮไลต์การปรับปรุงมาตรฐานอาหารที่สำคัญในปี 2568 เพื่อช่วยให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมสามารถติดตามทิศทางกฎระเบียบ และเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
-
5 เชื้อราที่พบบ่อย และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร
ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี (อุณหภูมิเฉลี่ย 25–35°C และความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 70%) ซึ่งเป็น สภาพแวดล้อมที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อรา จึงพบการปนเปื้อนของเชื้อราได้บ่อยครั้ง ทั้งในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น มุมอาคาร ระบบระบายอากาศไม่ดี และพื้นผิวที่สะสมความชื้น
-
Clean Label คืออะไร? ทำไมผู้บริโภคยุคใหม่ถึงใส่ใจฉลากอาหารมากขึ้น
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จุดเริ่มต้นสำคัญมักเริ่มที่ "อาหาร" ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการลดการบริโภคอาหารแปรรูป (Processed Food) การเลือกอาหารที่มีฟังก์ชันเสริมสุขภาพ หรือการตรวจสอบ "ฉลากอาหาร" อย่างละเอียดก่อนซื้อ ความต้องการความโปร่งใส ความเข้าใจง่ายของรายชื่อวัตถุดิบ และการหลีกเลี่ยงสารเคมีเจือปน กลายเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไป
-
ความสูญเปล่า 7 แบบในอุตสาหกรรมอาหาร (ตอนที่ 2)
หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ 3 ความสูญเปล่าแรกจาก Lean Manufacturing ในตอนที่ 1 แล้ว ตอนนี้ถึงเวลามาทำความรู้จักกับความสูญเปล่าอีก 4 แบบ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของคุณ! มาดูกันว่าแต่ละข้อมีผลอย่างไรในอุตสาหกรรมอาหาร และเราจะปรับปรุงได้อย่างไรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน


