ITO Thailand Hygiene Blog
5 เทคนิคการจัดทำโปรเจคหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในระบบอุตสาหกรรมอาหาร
คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่? ที่เริ่มสนใจการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย และ/หรือการปนเปื้อนจากมนุษย์ บทความนี้จะเป็นเคล็ดลับ ที่คุณควรคำนึงถึง ในการจัดทำโปรเจคหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการจริง ๆ ของคุณ
1.มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน
ก่อนอื่น คุณ และทีมของคุณ ต้องมีความเข้าใจวัตถุประสงค์ที่ตรงกันก่อน ว่าจะนำระบบหุ่นยนต์เข้าไปแก้ปัญหาอะไรในองค์กรของคุณบ้าง เนื่องจากหุ่นยนต์ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้หลายรูปแบบ เช่น
•การลดการปนเปื้อนและการสัมผัสจากคน
•การเพิ่มความเร็วในการผลิต
•การเพิ่มความแม่นยำ ลดความผิดพลาด
•การเพิ่มความสม่าเสมอของผลิตภัณฑ์
•การลดจำนวนพนักงาน
•การดำเนินการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง
•การยกและลำเลียงของหนักอย่างมีประสิทธิภาพ
•การลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุในจุดที่อันตราย
•การเก็บข้อมูลแบบ Real time และ เพิ่มความโปร่งใส (transparency) ในกระบวนการผลิต
ซึ่งโจทย์แต่ละข้อ ก็จะมีการออกแบบดีไซน์โซลูชั่นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ ระบบหุ่นยนต์ระบบหนึ่ง อาจจะตอบโจทย์ได้มากกว่าหนึ่งข้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณที่มีสำหรับโปรเจคนั้น ๆ นอกจากจุดประสงค์แล้ว
2.เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสม
ในท้องตลาดมีระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจำนวนมาก ในการเลือกใช้ระบบให้เหมาะสม คุณต้องมีการกำหนดดข้อมูลรายละเอียด เพื่อให้ทราบถึงขอบเขตการทำงานของระบบหุ่นยนต์ เพื่อเลือกใช้ระบบที่เหมาะสม ยกตัวอย่างโปรเจคในการการยก-วาง ผลิตภัณฑ์ ควรทราบข้อมูลเหล่านี้
•ข้อมูลของผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์เป้าหมาย
–รูปแบบ (ขวด ซอง โหล ชิ้นอาหาร ฯลฯ)
–จำนวนรูปแบบ
–ขนาด น้ำหนัก
–ข้อจำกัดของวัตถุที่จะยก (เช่น เปราะ แตก บอบบางต่อการเสียรูป)
•ความเร็วที่ต้องการ
•ลักษณะการจัดเรียงวัตถุ
•ข้อจำกัดของพื้นที่ (เช่น ขนาดของพื้นที่ มีอุณหภูมิต่ำ/สูง มีความชื้น)
•อื่น ๆ อาทิ ข้อกำหนดมาตรฐาน (เช่น หุ่นยนต์มีการสัมผัสอาหารโดยตรง หรือต้องเป็นไปตามข้อกำหนดใดเป็นพิเศษหรือไม่)
3.คำนวณความคุ้มค่าในการลงทุน
ความคุ้มค่าในการลงทุน สามารถคำนวณออกมาในรูป ROI หรือ return of investment ในส่วนของค่าใช้จ่าย ต้องรวมตั้งแต่ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนครั้งแรก ค่าใช้จ่ายในระหว่างปฏิบัติการจริง (เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าอะไหล่) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทางอ้อม เปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับโจทย์ที่ต้องการแก้ไขตามเคล็ดลับในข้อ 1 เช่น สามารถลดปริมาณพนักงานได้กี่คน คิดเป็นเงินเดือนเท่าไร, มูลค่าของเสียหายที่ลดลง, การเพิ่มกำลังการผลิต, การลดปัญหาที่ต้องหยุดการผลิต เป็นต้น ร่วมกับผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น ภาพลักษณ์องค์กร ความน่าเชื่อถือของลูกค้า หรือแม้แต่มาตรการการยกเว้นภาษีจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในอุตสาหกรรมอาหาร
4.มองอนาคต
นอกจาก ROI จากการผลิตในปัจจุบันที่อาจเกิดขึ้นแล้ว การวางแผนโปรเจคที่ดีตั้งแต่ต้น จะสามารถวางแผนระยะยาวไปถึงอนาคตได้อีกด้วย เช่น การวางแผนเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต, การเลือกระบบที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงขนาด/รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์, การมองไปถึงการเก็บข้อมูลเพื่อ optimization การผลิตทั้งระบบในอนาคต หรือการวางแผนเพื่อเชื่อมต่อระบบหุ่นยนต์เข้ากับระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ในไลน์ผลิต เช่น สายพาน ระบบตรวจสอบน้ำหนัก ระบบตรวจสอบโลหะ ระบบแพ็คสินค้า คลังสินค้าอัตโนมัติ เป็นต้น
5.มีการวางแผนในการบำรุงรักษา
อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ระบบหุ่นยนต์ นอกจากค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบ ซึ่งควรมีการวางแผนเพื่อนการบำรุงรักษา เพื่อนำไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายด้วย เช่น สารหล่อลื่น อะไหล่ที่มีการสึกหรอ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ควรมีการวางแผนแต่ต้น ซึ่งควรได้รับคำแนะนำจากซัพพลายเออร์
ทางอิโตะ (ไทยแลนด์) ยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับการเริ่มทำระบบหุ่นยนต์ภายในโรงงาน รวมไปถึงมีบริการออกแบบระบบตามโจทย์เฉพาะและข้อจำกัดของลูกค้า การให้คำปรึกษา ดูแลตั้งแต่เริ่มโครงการ การออกแบบ-ติดตั้ง การเทรนนิ่งผู้ปฏิบัติงาน ไปจนถึงการให้คำแนะนำเพื่อการดูแลรักษาระบบหุ่นยนต์ครบทั้งวงจร
Related Post
-
ยกระดับจุดโหลดสินค้าในคลังด้วย Telescopic Conveyor
Telescopic Conveyor ช่วยให้การโหลดสินค้าเข้ารถบรรทุกรวดเร็ว ปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสินค้าและพนักงาน พร้อมรองรับระบบอัตโนมัติในอนาคต
-
จุดโหลดสินค้า (Loading dock): หนึ่งใน Critical Point ที่มักถูกมองข้าม
ในบล็อกที่แล้ว เราได้กล่าวถึงระบบการจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะ รวมถึงโซลูชันต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยให้คลังสินค้ามีความเป็นระเบียบและจัดการง่ายขึ้น เช่น Mobile Rack, AGV, AMR รวมไปถึงระบบ WMS (Warehouse Management System) อย่างไรก็ตาม หลังจากกระบวนการจัดการและเบิกจ่ายสินค้าไปเพื่อขนส่งแล้ว “จุดโหลดสินค้า (Loading Dock)” ก็ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีผลโดยตรงต่อ ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้า ที่จะส่งถึงมือลูกค้า และมักเป็นจุดที่พบปัญหาได้บ่อย และรวมถึงการรับวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานด้วยเช่นกัน
-
Preventive Hygiene แนวทางควบคุมการปนเปื้อนเพื่อรักษาเสถียรภาพของสารสำคัญ
Preventive Hygiene แนวทางควบคุมการปนเปื้อนเพื่อรักษาเสถียรภาพของสารสำคัญ จากบทความก่อนหน้านี้ เราได้ทราบถึงผลของสิ่งแวดล้อม ต่อความเสถียรของสารสำคัญ ทั้ง สารอาหาร สารฟังก์ชัน และสารออกฤทธิ์ โดยเราไม่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วยตา แต่ส่งผลโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพด้านสุขภาพ ความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ และอายุการเก็บของผลิตภัณฑ์
-
ยกระดับการจัดการคลังสินค้าด้วยระบบอัตโนมัติและ Mobile Rack
การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) คือหัวใจสำคัญเบื้องหลังธุรกิจที่มีการผลิตและกระจายสินค้าทุกประเภท การจัดการที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังลดความผิดพลาด ลดความเสียหาย และทำให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ในยุคที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและความแม่นยำ การพัฒนาคลังสินค้าให้เป็น คลังสินค้าอัตโนมัติ (Smart Warehouse) จึงมีความจำเป็นมากขึ้น
-
ความสำคัญของ 5ส และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
แนวคิด 5ส (5S) เป็นพื้นฐานของการจัดการด้านความสะอาดและสุขอนามัยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูง เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จุดเด่นของแนวคิดนี้คือ เข้าใจง่าย อบรมได้รวดเร็ว และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานได้เป็นอย่างดี ทำให้แนวคิดนี้เป็นที่นิยมใช้อย่างมาก
-
โซนสุขอนามัย (Hygiene Zone) ในโรงงาน คืออะไร?
การควบคุมคุณภาพในโรงงาน เริ่มต้นตั้งแต่ ‘โซนทางเข้า’ Hygiene Zone หรือโซนสุขอนามัย เป็นจุดแรกที่พนักงานทุกคนต้องผ่านก่อนเข้าสู่ไลน์ผลิต และเป็นหนึ่งในจุดวิกฤตที่ระบบ HACCP ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง


