ITO Thailand Hygiene Blog
Carbon footprint
โลกร้อน ภัยธรรมชาติ การขาดแคลนทรัพยากร เราในฐานะอุตสาหกรรมอาหารจะมีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง?
ในปัจจุบัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ไฟป่าที่เกิดบ่อยขึ้น น้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รวมไปถึงพฤติกรรมของพืชและสัตว์ มีสาเหตุหนึ่งมาจากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น น้ำแข็งบริเวณแถบขั้วโลกละลายมากขึ้น รวมไปถึงกระแสอุณหภูมิของลม น้ำ ความชื้น มีความเปลี่ยนแปลง ปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลก คือ ก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน และอื่น ๆ อีกหลายชนิด ที่สามารถดูดซับและปลดปล่อยรังสีความร้อนกลับสู่พื้นโลก เมื่อก๊าซเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่ทำให้พื้นโลกอุณหภูมิสูงขึ้น และส่งผลกระทบไปยังพฤติกรรมของสภาพอากาศและสิ่งมีชีวิตบนโลกนั่นเอง
UNFCCC และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เนื่องจากเกิดภาวะปัญหาการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ได้กล่าวมา องค์การสหประชาชาติจึงได้จัดเวทีเจรจาเพื่อเข้ามาดูแลปัญหาสภาพภูมิอากาศ ในชื่อ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) เพื่อสร้างความตกลงในประเทศสมาชิก เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบ โดยต้องการที่จะควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยแสดงในรูปคาร์บอนฟุตพรินท์
คาร์บอนฟุตพรินท์คืออะไร?
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)(1) ได้ให้นิยามไว้ว่า [“คาร์บอนฟุตพริ้นท์” หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต/การประกอบชิ้นงาน การกระจายสินค้า การใช้งาน และการจัดการของเสียหลังหมดอายุการใช้งาน รวมถึงการขนส่งที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณออกมาในรูปของ กรัม, กิโลกรัม หรือตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า] นั่นหมายความว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการแสดงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การได้วัตถุดิบมา การผลิต การขนส่ง จนถึงการจัดการของเสีย ในปัจจุบัน ถือเป็นการแสดงจุดยืนขององค์กรและเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคด้านความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ และเพิ่มสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
มาตรการเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ในปัจจุบัน ในบางประเทศ เริ่มมีมาตรการทางกฎหมาย (2) เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ในประเทศเม็กซิโก มาตรการด้านการซื้อขายในอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฎหมายเกี่ยวกับการใช้ระบบ MRV (Measurement reporting and verification) ในการจัดเก็บข้อมูล จัดทำรายงาน และทวนสอบปริมาณก๊าซเรือนกระจก และมาตรการเกี่ยวกับภาษีมลพิษด้วย, ในสหราชอาณาจักร มีมาตรการในการออกระบบซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU ETS) โดยผู้ที่ได้รับสิทธิไม่เพียงพอจะต้องซื้อสิทธิจากตลาดคาร์บอน ทำให้เกิดธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นมาด้วย
บทบาทของประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ข้อตกลง ในความตกลงปารีส (Paris agreement) เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี ค.ศ. 2030 (3) ซึ่งไคณะรัฐมนตรีได้บรรจุแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกไว้ในแผน 3 ระดับ ได้แก่ แผนระดับที่ 1, ยุทธศาสตร์ชาติ แผนระดับที่2 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, และ ระดับ3 แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก
โดยในปัจจุบัน ได้มีการจัดทำมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ มาตรการทดแทนปูนเม็ด, มาตรการทดแทน/ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น และมาตรการ การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรม ส่วนระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก อยู่ในลักษณะของภาคสมัครใจโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
ในปัจจุบันเริ่มมีบริษัทเอกชนหลายบริษัทเห็นความสำคัญของความยั่งยืนและเริ่มปรับนโยบายขององค์กรในการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนและลดคาร์บอนฟุตพริ้นมากขึ้น เช่นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น มีการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ต่ำลง (เช่น เปลี่ยนแหล่งของวัตถุดิบที่ขนส่งสั้นลง, ชนิดของวัตถุดิบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง, การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เบาลง ซ้อนทับได้ดี ขนส่งได้ง่ายขึ้น หรือสามารถรีไซเคิลได้) , กระบวนการผลิตใหม่ ๆ ที่ลดการใช้พลังงาน หรือใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น, การลดปริมาณขยะ, การออกนโยบายประหยัดพลังงาน และการออกนโยบายทางการตลาด เช่น Refill station, คืนบรรจุภัณฑ์ได้ เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
1.http://thaicarbonlabel.tgo.or.th/
2.สุปวีณ์ กรดเสือ. 2562. มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน.วารสารนิติ รัฐกิจ และสังคมศาสตร์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 1
3.https://climate.onep.go.th/wp-content/uploads/2021/09/NDC_Action_Plan_IPPUInd-WW_sector.pdf
Related Post
-
อายุการเก็บไม่ได้ขึ้นกับสูตรเพียงอย่างเดียว: บทบาทของความสะอาดต่อสารสำคัญในกระบวนการผลิต
ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารเสริม (Dietary Supplement) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ไปจนถึงยาและเภสัชกรรม (Pharmaceutical) การดูแล ความสะอาด (Hygiene) ในพื้นที่ผลิตไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือมาตรฐานคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็น ปัจจัยทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลโดยตรงต่อ เสถียรภาพ (Stability) และ ประสิทธิภาพ (Efficacy) ของ สารสำคัญ ในผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี สารอาหาร สารฟังก์ชัน หรือสารออกฤทธิ์ ซึ่ง ไม่ทนความร้อน ไม่ทนความชื้น และไวต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สภาพแวดล้อมการผลิตจึงมีผลต่ออายุการเก็บ (Shelf Life) มากกว่าที่หลายคนคาดคิด
-
อัพเดทข่าวอาหารปลอดภัยในปี 2568
อาหารปลอดภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้าม และในปี 2568 ก็ยังคงมีเหตุการณ์สำคัญและการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บทความนี้จึงรวบรวมข่าวเด่นตลอดปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผน และให้ผู้บริโภคได้ตระหนักและเลือกบริโภคอาหารอย่างปลอดภัยมากขึ้น
-
อัพเดทมาตรฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารในปี 2568
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรฐานและกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความสำคัญต่อทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงผู้บริโภค บทความนี้จึงรวบรวม ไฮไลต์การปรับปรุงมาตรฐานอาหารที่สำคัญในปี 2568 เพื่อช่วยให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมสามารถติดตามทิศทางกฎระเบียบ และเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
-
5 เชื้อราที่พบบ่อย และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร
ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี (อุณหภูมิเฉลี่ย 25–35°C และความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 70%) ซึ่งเป็น สภาพแวดล้อมที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อรา จึงพบการปนเปื้อนของเชื้อราได้บ่อยครั้ง ทั้งในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น มุมอาคาร ระบบระบายอากาศไม่ดี และพื้นผิวที่สะสมความชื้น
-
Clean Label คืออะไร? ทำไมผู้บริโภคยุคใหม่ถึงใส่ใจฉลากอาหารมากขึ้น
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จุดเริ่มต้นสำคัญมักเริ่มที่ "อาหาร" ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการลดการบริโภคอาหารแปรรูป (Processed Food) การเลือกอาหารที่มีฟังก์ชันเสริมสุขภาพ หรือการตรวจสอบ "ฉลากอาหาร" อย่างละเอียดก่อนซื้อ ความต้องการความโปร่งใส ความเข้าใจง่ายของรายชื่อวัตถุดิบ และการหลีกเลี่ยงสารเคมีเจือปน กลายเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไป
-
ความสูญเปล่า 7 แบบในอุตสาหกรรมอาหาร (ตอนที่ 2)
หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ 3 ความสูญเปล่าแรกจาก Lean Manufacturing ในตอนที่ 1 แล้ว ตอนนี้ถึงเวลามาทำความรู้จักกับความสูญเปล่าอีก 4 แบบ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของคุณ! มาดูกันว่าแต่ละข้อมีผลอย่างไรในอุตสาหกรรมอาหาร และเราจะปรับปรุงได้อย่างไรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน


